• ผลิตภัณฑ์รับออกแบบ

  • ผลิตภัณฑ์น้ำมันจมูกข้าว

  • ผลิตภัณฑ์ให้บริการวิชาการ

  • ผลิตภัณฑ์ลูกประคบสมุนไพร

  • ผลิตภัณฑ์น้ำยาดันฝุ่น

  • ผลิตภัณฑ์น้ำฝักข้าว


Developer :เสริมศักยภาพอย่างสร้างสรรค์ โดยคุณณัฐวรรธน์ นวะมะรัตน์

นักเขียนประจำศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม


เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์การเรียนรู้ในงานที่หลายคนไม่จำเป็นต้องทำงานแม้กระทั่งในการเรียนอาจเจอปัญหาคือการปรับเปลี่ยนและการเปลี่ยนแปลง
ปรับเปลี่ยน ไปตามกระแสสังคม  เปลี่ยนแปลงไปตามภาระหน้าที่
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการปรับตัวเข้ากับงาน ผมขอแทนด้วยคำว่า "เสริมศักยภาพอย่างสร้างสรรค์"ครับ
พื้นฐานเดิม ต้องเข้าใจว่า คนเราทำอะไรไปนานๆ จนเคยชิน เกิดติดเป็นนิสัยและถ่ายทอดแบบนิสัยรุ่นต่อรุ่นจนกลายเป็นวัฒนธรรม
ถ้าเป็นเรื่องที่ดี หรือสร้างสรรค์ ทำจนเคยชินวัฒนธรรมจะออกมาในทางสร้างสรรค์
แต่ต้องเข้าใจอีกว่า คนเรามีทั้งดีและร้าย คละกันไปจึงต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาและสม่ำเสมอ
ในกระบวนงานเพื่อพัฒนาบุคคล ถือว่าเป็นงานที่ยาก ผมเคยไม่ค่อยใช้คำว่า พัฒนาแต่ใช้เป็นการเรียนรู้ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์
แต่ปัจจัยที่เกิดปัญหาคือ นิสัยหรือความเคยชินของคนในองค์กรกับภาพลบในการปรับเปลี่ยน ...ต้องตั้งคำถามว่า เปลี่ยนเพื่ออะไร ? คนจะไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและโดดเด่นเกินไป ...
ในการทำงานตาม Function หรือตามหน้าที่รับผิดชอบ เป็นเรื่องที่สำคัญคือต้องทำตามที่ได้รับผิดชอบให้ดีที่สุด...สำหรับองค์กรที่มีความขัดแย้งะหว่างตัวบุคคลมักจะมองแต่เพียงว่า "ทำตามหน้าที่ที่ท่านสั่งมาเท่านั้น..เมื่อท่านไม่สั่งมา อย่าทำ เพราะทำไปไม่ได้ดี ไปล้ำหน้าท่านไปเก่งเกินท่าน ระวังตัวเอาไว้"
ในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งในส่วนของการประเมินผลรายบุคคลหรือแม้แต่การปฏิรูประบบงาน ล้วนแล้วแต่ให้ความสำคัญของคำว่า "มีส่วนร่วม"ทั้งนั้นครับ
เพราะมีส่วนร่วมทำให้เราได้ภาคภูมิใจมีส่วนร่วมทำให้เกิดระบบงานที่พัฒนาเป็นทีมปัญหาการกระทบกระทั่งระหว่างงานหรือนอกงานดูจะเป็นปัญหาที่มีผลสืบมาจากการปรับเปลี่ยนที่ไม่สอดรับกับวัฒนธรรมสมัยใหม่
ผมมีทัศนะและมุมมองในการพัฒนาอยู่ในใจ 3 ข้อครับ
1.    การศึกษาเชิงลึก  จากความเข้าใจอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องลงไปเข้าถึงด้วยเมื่อเข้าถึงจึงจะรู้ถึงนิสัยใจคอและวัฒนธรรมการทำงานที่สอดรับและสอดค้านกับกระบวนการเปลี่ยนแปลง
2.    การพัฒนาอย่างกลมกลืนคือไม่ให้ดูว่านี่คือของใหม่แต่เป็นของที่ทุกคนได้ทำอยู่ทุกวันเพียงแต่แนะให้คิดเพิ่มจากของเดิมที่เคยทำอยู่เท่านั้น หรือ ปรับปรุงกระบวนการ
3.    ความสามัคคีในองค์กรทั้งจากกระบวนการแข่งขันเพื่อสร้างศักยภาพอย่างสร้างสรรค์เน้นประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการทำงาน
สำหรับการศึกษาเรียนรู้ในงานของผมทำให้ผมมีข้อเสนอแนะจากการเรียนรู้ที่จะพอช่วยให้เกิดกระบวนการทำงานมุ่งผลสัมฤทธิ์ในการพัฒนาคือ
1. การพูดคุยริมน้ำควรเรียกมาพบปะพูดคุยในสถานที่ที่ปลอดภัยในบรรยากาศที่เป็นกันเอง เพื่อปรับปรุงกระบวนงาน แล้วนำโครงการ/กิจกรรมใส่ลงในกระบวนงานแบบกลมกลืนในเนื้องานเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์
2. การศึกษาปัญหาในเรื่องวัฒนธรรมการทำงาน เพื่อหาจุดด้อยและจุดสัมฤทธิ์ในงานเช่น ความพึงพอใจในการดำเนินกิจกรรม/โครงการที่เหมือนกันเพื่อหาแนวทางพัฒนาอย่างสร้างสรรค์
3. ให้มีมุมมองร่วมกันอย่างสร้างสรรค์อย่าไปยึดติดที่ชื่อตำแหน่งวุฒิการศึกษา แต่ให้มองในภาพรวมเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จเช่น มองทุกงานมีความสำคัญเท่ากันหมด มองงานแต่ละงานมีความสำคัญเหมือนกัน เท่ากันไม่ใช่ติดอยู่กับงานหลักมีหน้าที่นำและงานสนับสนุนเป็นงานที่ไม่มีบทบาทเพราะมือทุกมือที่จะประสานให้พัฒนาหากร่วมใจร่วมกันทำ
4. การสื่อสารให้มากขึ้น เพื่อรับรู้ปัญหาและปมที่คาใจของทุกคนถึงความไม่เห็นด้วยหรือสอดค้านในการพัฒนา ด้วยการเปิดใจ
จริงๆ แล้ว ที่กล่าวมานั้น ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงโดยที่ลดความรู้สึกทางใจลง ด้วยคำว่า"เสริมศักยภาพอย่างสร้างสรรค์" ที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น ด้วยแนวคิดว่า "คนพัฒนา งานก็พัฒนา" ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือก สำคัญคือ ให้มองถึงประโยชน์ที่จะได้รับมากกว่าความรู้สึกที่ต้องปรับเปลี่ยนไป เพราะเมื่อเห็นประโยชน์ที่ได้รับจะเป็นแรงกระตุ้นหรือแรงจูงใจให้เกิดกระบวนการพัฒนาครับ